-> สมาชิกคนดีพลัส
Username
Password
สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
-> รูปชาวคนดีพลัส
  oyo yo yo
  more>>

-> สุขสันต์วันเกิดจ้า
mildii_ucs
chaiwat
aida
kOiiz
Pahn
i_am_pleng
Piya
oOGenoOo
oiliz
moxing620

ยินดีต้อนรับสู่เว็บคนดีพลัสครับ
--> ข่าวเด่นชาวคนดีพลัส
จตุจักร...หลากหลายลีลา เส้นทางฝัน"นักดนตรีเด็ก"



เสียงระนาดบรรเลงทำนองคุ้นหูแทรกผ่านฝูงชนที่คลาคล่ำอยู่บนถนนตลาดนัดสวนจตุจักรยามเย็นวันเสาร์-อาทิตย์ ผู้คนนับสิบกำลังห้อมล้อมตั้งอกตั้งใจฟัง บ้างเงี่ยหูฟังเสียงเพลงโหมโรง

เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ ต้นวรเชษฐ์ ค้างคาวกินกล้วย ม้าย่อง และเพลงลาวดวงเดือน ฯลฯ ซึ่งเด็กชายวัย 7 ขวบ สวมชุดราชปะแตน เสื้อสีขาว โจงกระเบนสีเหลืองสด กำลังถ่ายทอดเสียงดนตรีไทยร่วม 26 เพลงที่เขาจำได้ขึ้นใจ ด้วยลีลาการตีระนาดพละพลิ้ว นั่นคือ น้องแซก หรือ ด.ช.ชนะใจ แจ้งสว่าง ขุนอินน้อยผู้โด่งดังจากฝีไม้ลายมือการตีระนาด ขนาดที่ "ณรงค์ฤทธิ์ โตสง่า" ขุนอินตัวจริง นักดนตรีไทยชื่อกระฉ่อน ยังเอ่ยปากชมและยอมรับเป็นศิษย์ก้นกุฏิที่อายุน้อยที่สุด

ขณะที่เสียงระนาดบรรเลงเพลง ธนบัตรหลากราคาและเศษสตางค์หลั่งไหลลงสู่ตะกร้าหวายเล็กๆ ที่ตั้งอยู่เบื้องหน้าครั้งแล้วครั้งเล่า โดยมีคุณพ่อคอยเชียร์อยู่ใกล้ๆ ยามเมื่อนักท่องเที่ยวที่มีใบหน้าคล้ายๆ คนจีน พ่อก็จะกระซิบว่า "เล่นเพลงเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้สิลูก" และบางจังหวะนักท่องเที่ยวชาวยุโรปแวะเวียนเข้ามาน้องแซกที่กำลังบรรเลงเพลงค้างคาวกินกล้วยก็จะเปลี่ยนไปเล่นเพลง "จิงเกิล เบล" แบบอัติโนมัติ


เมื่อน้องแซกบรรเลงเพลงระนาดไปได้ประมาณ 4-5 เพลง ก็จะมาเก็บเงินเทลงกระเป๋าใบใหญ่ที่ฝากคุณแม่ถือไว้ ก่อนจะชักชวนคุณแม่ไปเดินเลือกซื้อของเล่นในบริเวณใกล้เคียง และกลับมาพร้อมรถถังคันใหญ่ ก่อนนั่งบรรเลงระนาดต่อนับเนื่องเวลาร่วม 3 ชั่วโมง ที่น้องแซกตีระนาดบรรเลงบทเพลงให้ผู้คนที่สัญจรไปมาอย่างพลุกพล่านในตลาดนัดสวนจตุจักรได้รับฟังนั้น ถูกเรียกว่าแค่การ "ซ้อม" เท่านั้น

น้องแซก เจ้าของฉายาขุนอินน้อย เริ่มต้นประสีประสาต่อเครื่องดนตรีไทยชิ้นนี้ด้วยวัยเพียงแค่ 3 ขวบ เมื่อ "วินัย แจ้งสว่าง" คุณพ่อ พาไปดูภาพยนตร์เรื่อง "โหมโรง" ซึ่งนี้มีเค้าโครงเรื่องมาจากประวัติของ "หลวงประดิษฐ์ไพเราะ" หรือ "ศร ศิลปบรรเลง" ผู้มีฝีไม้ลายมือในการตีระนาดชั้นครู หลังจากนั้นน้องแซกก็รบเร้าให้คุณพ่อซื้อซีดีเรื่องโหมโรง เพื่อดูฉากการตีระนาดเป็นสิบๆ รอบ และเริ่มออกอาการหลงใหลในเครื่องดนตรีชิ้นนี้ด้วยวัยไม่เต็ม 5 ขวบ พ่อจึงพาไปเรียนดนตรีไทยเป็นครั้งแรกในชีวิต

"น้องแซกวิ่งเข้าหาระนาดเอกก่อนเลย ตอนแรกครูไม่สอน เพราะอายุน้อยเกินไปยังไม่ถึง 7 ขวบ ครูบอกว่ายังเด็กเกินไปสมาธิยังไม่นิ่ง แต่เห็นท่าทางน้องแซกอยากเรียนมาก ครูก็บอกว่าอยากเล่นก็นั่งเฝ้าระนาดไปก่อน น้องแซกก็นั่งเฝ้าระนาดเอกอยู่เป็นชั่วโมงจนครูต้องยอมให้เขาเรียน เรียนเพียงแค่ 3 เดือน เขาจำโน้ตได้หมด ผมมองว่าเขามีความตั้งใจ หรือมีเซ้นส์ทางดนตรีไทยนะ ส่วนพรสวรรค์เราไม่เห็น เราเพียงแค่ต้องการหาแววของลูกให้เจอก็พาไปเรียนวาดรูป ขี่ม้า ว่ายน้ำ แต่เขาก็ยังไม่ชอบ รู้เลยว่าเขาไม่ค่อยสนุก จนได้มาเล่นระนาดนี่แหละ" วินัยบอกด้วยสีหน้าภูมิใจในตัวลูกชายคนเดียว

หลังจากนั้นไม่นาน วินัยควักเงิน 1.3 หมื่นบาท ไปซื้อระนาดเอกให้ลูกชายได้ฝึกปรือฝีไม้ลายมือ แต่การฝึกฝนในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ไม่ได้สร้างความตื่นตาตื่นใจและไม่มีรางวัลแห่งความพากเพียร ทำให้น้องแซกรู้สึกเบื่อ ไม่ขยันฝึกซ้อม แตกต่างจากการพาน้องแซกออกมาฝึกซ้อมตีระนาดนอกสถานที่ เขาจะมีความกระตือรือร้นและไม่เคยบ่นอิดออดใดๆ แถมยังมีเวลาซ้อมตีระนาดอย่างเต็มที่วันละหลายชั่วโมงทีเดียว

สำหรับตารางฝึกซ้อมระนาด เพื่อก้าวไปสู่ความฝันของการเป็นทหารอากาศ ซึ่งจะใช้ความสามารถด้านดนตรีเป็นใบเบิกทางให้น้องแซกไปสู่ความฝัน ช่วงปิดเทอมน้องแซกต้องซ้อมตีระนาดตั้งแต่วันอังคาร-วันอาทิตย์ โดยช่วงเช้าจะซ้อมตีระนาดบริเวณท่าช้างราว 2-3 ชั่วโมง พอบ่ายแก่ๆ ก็มาซ้อมต่อที่ตลาดนัดจตุจักรอีก 3-4 ชั่วโมง

แต่หากเป็นช่วงเปิดเทอม ตารางการฝึกซ้อมในวันธรรมดาจะอยู่ที่ท่าเรือสาทรวันละ 1 ชั่วโมง ส่วนวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ จะซ้อมที่ท่าช้างและตลาดนัดจตุจักร เมื่อกลับมาอยู่บ้านน้องแซกจะได้รับสิทธิ์พักผ่อนไม่ต้องซ้อมดนตรีที่บ้านอีกแล้ว เพราะฝึกซ้อมนอกสถานที่มาอย่างเต็มที่แล้ว และยังสามารถสร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำวันละหลายพันบาท !
"ผมพาลูกมาหาประสบการณ์ บางครั้งก็เคยถูกคนด่าว่าเอาลูกมาขายความน่าสงสาร แต่ผมมองว่าคนที่ให้เงินลูกผมเขาเองก็มีความสุขนะ แต่ถ้าให้ขอทานจะรู้สึกสลด ผมว่ามันคนละอารมณ์กัน"

วินัยขยายความต่อว่า การที่ลูกชายมาเล่นดนตรีข้างถนนมีเป้าหมายลึกๆ คือให้ลูกได้ฝึกซ้อมการตีระนาดอย่างเต็มที่ โดยมีเงินเป็นตัวสร้างแรงจูงใจให้เขา ส่วนเป้าหมายที่แท้จริงคือให้ลูกได้สะสมประสบการณ์ในความสามารถพิเศษในชั้นเชิงการเล่นดนตรีไทย เพื่อสร้างโอกาสในการเข้าเรียนในระดับมัธยมศึกษา และดนตรียังเป็นบันไดที่ทำให้เขาเดินทางไปสู่ความฝันของการเป็นทหารอากาศด้วย

"ผมรู้สึกดีนะที่ลูกถามว่าวันนี้จะไปเล่นที่ไหน" คุณพ่อลูก 3 บอกด้วยรอยยิ้ม

น้องแซกพักเบรกอีกครั้งหลังจากเดี่ยวระนาดติดต่อกันร่วม 5 เพลง นักดนตรีตัวจิ๋วลุกจากที่นั่งประจำเข้ามาผ่อนคลายบนเสื่อหยิบของเล่นน้องสาวมากดเล่นส่งเสียงดัง "ติ๊งหน่องๆ ๆ" ก่อนที่น้องสาววัยไม่เต็ม 2 ขวบจะแย่งคืนกลับไป น้องแซกจึงแกะรถถังพลาสติกของเล่นสุดโปรดที่เพิ่งซื้อมาเล่นแทน ก่อนจะบอกว่า

"เมื่อยมือแล้วครับ วันนี้ผมเล่นเป็นร้อยรอบแล้ว"

"ผมอยากขับเครื่องบิน อยากเป็นทหารอากาศ"

"แต่ตอนนี้ผมจะเก็บเงินซื้อรถกระบะไว้ขนเครื่องดนตรี" น้องแซกบอกขณะง่วนอยู่กับของเล่นชิ้นใหม่ แต่เมื่อแฟนคลับมาห้อมล้อมรอฟังดนตรี เด็กน้อยก็ไม่อิดออดที่จะออกไปเล่นดนตรี เพื่อความฝันของตัวเองและครอบครัว

หลังจากชื่อเสียงของน้องแซกเริ่มเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ ชีวิตของเขาก็เริ่มเปลี่ยนไป มีงานแสดงเข้ามา ล่าสุดน้องแซกรับบทเป็น "ขุนอินน้อย" ในละครสั้นเรื่องหนึ่งที่กำลังจะออกอากาศเร็วๆ นี้ ซึ่งกำลังมีโปรแกรมเก็บตัวเรียนการตีระนาดเพลง "เต่ากินผักบุ้ง" และยังมีงานโฆษณาวิ่งเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย ขณะเดียวกัน น้องแซกก็กำลังจะได้เป็นหัวหน้าวงดนตรีเด็ก และยังร่วมเป็นสมาชิกในวงมโหรีปี่พาทย์ของครูสอนระนาดชื่อดังที่เขาฝากฝังตัวเป็นลูกศิษย์ด้วย

ถนนดนตรีของน้องแซก ณ วันนี้ถูกปูด้วยกลีบกุหลาบ แต่ถนนสายเดียวกันนี้ยังมีเด็กอีกหลายคนกำลังเดินตามฝันของตัวเอง ไม่ต่างอะไรกับนักล่าฝันคนอื่นๆ

...ริมถนนสายเดียวกับที่น้องแซกนั่งตีระนาดอยู่ แว่วเสียงไวโอลินมาแผ่วเบา เด็กหญิงหน้าตาสะอาดสะอ้าน ผิวขาวสดใส สวมชุดนักเรียนนานาชาติยืนสีไวโอลินด้วยท่าทางเขินอาย เมื่อเข้าไปทักทาย เธอหยุดเล่น พร้อมกับแนะนำตัวเองด้วยชื่อเล่นว่า "หนุงหนิง" มีชื่อจริงว่า "อันดามัน เล้าเจริญสมบัติ" กำลังศึกษาอยู่ชั้น ป.6 โรงเรียนสองภาษาย่านรามอินทรา วันนี้คุณแม่ขับรถจากลาดพร้าว 71 พาเธอและน้องชายมาซ้อมดนตรีนอกสถานที่ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งดำเนินมาอย่างนี้เกือบ 2 เดือนแล้ว

หนุงหนิงมีพรสวรรค์ด้านดนตรีไทยและสากล เธอสามารถเล่นได้ทั้งเปียโน ไวโอลิน ขิม และซอด้วง แต่เครื่องดนตรีที่ชื่นชอบที่สุดคือ "ขิม" เธอสามารถเล่นเพลงคลาสสิกและเพลงพระราชนิพนธ์ได้อย่างคล่องแคล่ว ถัดออกไปเพียง 20 ก้าว เด็กชายวัย 8 ขวบ รูปร่างหน้าตาดีนั่งสีซอด้วงเพลงช้างๆ วนไปวนมา บนกล่องใส่ซอด้วงที่วางอยู่เบื้องหน้ามีธนบัตรใบละ 20 และเศษเงินอยู่จำนวนหนึ่ง ส่งยิ้มมาทักทาย เขาคือน้องชายของหนุงหนิงชื่อว่า "น้องน่าน" หรือ "อนันดา เล้าเจริญสมบัติ" ที่ติดสอยห้อยตามพี่สาวมาซ้อมดนตรีด้วย

"พาพวกเขามาซ้อมดนตรีค่ะ มาเล่นที่นี่เขาสามารถอยู่กับเครื่องดนตรีได้วันละ 1 ชั่วโมง เราลงทุนให้เขาเรียนดนตรีแล้วไม่อยากให้ลืม ก็อยากให้เขาตั้งใจฝึกซ้อม เพราะการเล่นดนตรีเป็นการฝึกสมาธิ ฝึกให้เป็นคนสุขุม อารมณ์ดี ไม่โวยวาย ที่สำคัญการที่พาพวกเขามาเล่นในที่ที่มีคนให้เงินก็เป็นกำลังใจ โดยเงินทุกบาททุกสตางค์จะนำไปฝากธนาคารเอาไว้ใช้เป็นทุนการศึกษา" พรทิพย์ เมฆินทร์ไพศาล คุณแม่ยังสาวบอก

พรทิพย์บอกว่า ในส่วนของลูกชายยังเล่นดนตรีไม่เก่งเท่าพี่สาว แต่เมื่อเห็นมีคนให้เงินพี่สาวเขาก็อยากได้บ้างจึงให้ลงเรียนซอด้วง เธอยอมรับว่า รู้สึกดีมากที่ลูกๆ ชอบเล่นดนตรีแม้จะมีเงินเป็นแรงจูงใจ ทว่าดนตรีก็ช่วยให้พวกเขามีสมาธิ มีความสุขุมมากขึ้น

@ @ @


ความมืดเริ่มโรยตัวปกคลุมท้องฟ้า เสียงระนาด ไวโอลิน และซอด้วง เลือนหายไป ยังหลงเหลือเสียงเครื่องดนตรีพื้นบ้านที่ดังแว่วแข่งกับเสียงจ้อกแจ้กจอแจของผู้คนที่กำลังเดินทางกลับ สลับกับเสียงรถยนต์ที่สัญจรอยู่บนถนนในตลาดนัดสวนจตุจักร นักดนตรีตัวจิ๋วในชุดนักเรียนประชาบาลก้มหน้าก้มตาเป่าแคนท่อนสุดท้ายอย่างกระท่อนกระแท่น ก่อนจะเก็บแคนคู่ใจใส่ถุงสีน้ำเงินเข้ม เพื่อเตรียมตัวกลับบ้านเช่นกัน

"หนูเรียนอยู่ที่ จ.สุรินทร์ค่ะ ปิดเทอมเลยมาเป่าแคนหาเงินเป็นทุนการศึกษาค่ะ" เด็กหญิงชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 บอกอย่างฉะฉาน

"เขายังเป่าแคนไม่ค่อยเป็นหรอก วันนี้ก็มาเป็นวันสุดท้าย พรุ่งนี้จะกลับสุรินทร์โรงเรียนจะเปิดเทอมแล้ว" หญิงสูงวัยบอกขณะเร่งรีบเดินนำเด็กหญิงชั้น ป.4 กลับที่พัก

ทิ้งระยะห่างไม่ถึงสิบก้าว...เด็กชาย 2 คน ในชุดนักเรียนชั้นประถม ปล่อยชายเสื้อออกนอกกางเกงเหมือนภาพคุ้นตาเวลาโรงเรียนเลิก คนหนึ่งสะพายถุงใส่แคนสีน้ำเงินเข้ม ส่วนอีกคนวัยไม่เกิน 10 ขวบ หอบหิ้วตั๊กแตนสานส่งเสียงชักชวนให้ผู้คนซื้อตั๊กแตนสานด้วยความเคยชิน ขณะเดินกลับพร้อมครอบครัว

บนถนนในตลาดนัดสวนจตุจักรสายนี้มีทั้งสีสันและความหลากหลายของชีวิตวัยเยาว์ ที่ร่วมกันบรรเลงบทเพลงแห่งชีวิตของพวกเขาและเธอ...สรรพเสียงดนตรีที่บรรเลงจากสมองและสองมือเล็กๆ ของบรรดาเหล่านักดนตรีรุ่นจิ๋ว ที่ก้าวผ่านวัยเด็กด้วยการทุ่มเทให้สิ่งที่รักนั่นคือ "ดนตรี" แม้ว่าจะบรรเลงด้วยท่วงทำนองและเป้าหมายที่แตกต่างกัน แต่ดนตรีย่อมมิใช่เครื่องแบ่งแยกชนชั้น !!!



 
www.kondeePLUS.com